โครเอเชีย – บอสเนีย มนต์เสน่ห์แห่งบอลข่าน

โครเอเชีย-บอสเนีย เป็น 2 ประเทศในฝันที่ผมอยากไปมานานมากแล้วครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากตามรอยซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones ที่เมือง Dubrovnik  และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะอยากไปสัมผัสกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ณ กรุงซาราเยโว ประเทศบอสเนีย

แต่ 2 ประเทศนี้ ไม่ได้มีดีแค่นี้นะครับ ยังมีความดีงามอีกล้านแปดที่สาธยายอีก 7 วัน 7 คืนก็ไม่หมด ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีน้ำใจมากๆ คอยช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะสงสารกระเหรี่ยงตาดำๆ รึเปล่า ฮ่าๆๆ) ไม่มีโจรขโมยฉกชิงวิ่งราวเหมือนพวกประเทศแถบยุโรปตะวันตก แถมค่าครองชีพก็ไม่ได้แพงเลย อาหารมื้อนึงพอๆ กับราคากินข้าวห้างที่ไทย
รอช้าอะไรครับ มาเดินทางไปโครเอเชีย-บอสเนียกับผมกันดีกว่า

โครเอเชีย – Croatia


Zagreb

ทริปนี้ ผมมีเวลาเที่ยวประมาณ 10 วัน เลยเลือกที่จะเที่ยวเมืองสำคัญๆ แค่ไม่กี่เมือง และย้ายที่ไม่เยอะมาก เพราะไม่อยากขนกระเป๋าขึ้น/ลง รถบ่อย โดยผมเริ่มต้นเที่ยวจากเมือง Zagreb ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโครเอเชีย มีประชากรประมาณ 8 แสนคน   
คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า Zagreb เป็นแค่เมืองทางผ่าน ไม่ค่อยมีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรมากนัก แต่เอาเข้าจริงผมมองว่า Zagreb ก็มีหลายๆ จุดที่น่าเที่ยวและสวยงามไม่แพ้เมืองอื่นๆ ในยุโรปเลยนะครับ โดยภาพนี้ เป็นภาพที่ถ่ายที่ Zagreb 360 Observation Deck ซึ่งอยู่แถวจัตุรัสกลางเมืองเลย ราคาค่าเข้า 60 KN (ประมาณ 300 บาท) ข้อดีของการดูวิวที่นี่คือสามารถเข้าออกหลายครั้งได้ใน 1 วัน แต่ข้อเสียคือจะดูได้แค่วิว เพราะจุดชมวิวถูกล้อมรอบไปด้วยลูกกรง ทำให้ไม่สามารถถ่ายคนกับวิวได้เลย :(((
สถานที่ท่องเที่ยวใน Zagreb จะกระจุกตัวอยู่ในโซนใจกลางเมือง ทำให้วิธีการเที่ยวที่ดีที่สุดคือ “การเดิน เดิน และเดิน” ครับ โดยโซนตัวเมืองจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Upper Town และ Lower Town โดยโซนที่มีแหล่งท่องเที่ยวเยอะๆ จะเรียกว่า Upper Town มีสถานที่สำคัญๆ หลายแห่ง ทั้งโบสถ์ประจำเมือง ตลาด และถนนคนเดินต่างๆ ในรูปนี้คือ St. Mark Church เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 หลังคามุงกระเบื้องเป็นรูปตราสัญลักษณ์ของอาณาจักรต่างๆ โดยสัญลักษณ์เมือง Zagreb อยู่ขวา ส่วนตรารวมสามสัญลักษณ์ประจำราชอาณาจักรโครเอเชีย แคว้นสลาโวเนีย และแคว้นดัลมาเชีย อยู่ด้านซ้าย 
Ban Jelačić Square เป็นจัตุรัสกลางเมือง ที่มีรูปปั้นของนายพล บาน โจซิฟ เจลาซิค ที่เป็นวีรบุรุษของประเทศ นำชาวโครแอตต่อต้านฮังการีในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 ส่วนรอบๆ จัตุรัสเป็นห้างร้านต่างๆ ถือได้ว่าย่านนี้เป็นย่านที่ทันสมัยที่สุดของโครเอเชียก็ว่าได้
Zagreb Cathedral (เปิด 10am-5pm) เป็นโบสถ์สำคัญของเมือง อยู่ห่างจากจัตุรัสกลางเมืองประมาณ 300 เมตร เป็นสถาปัตยกรรมแบบกอธิก ในวิหารมีโลงศพอาร์คบิชอบ พระคาดินัลชาวโครแอทที่มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เชื้อชาติต่างๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

Plitvice Lakes

Plitvice Lakes เป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยมาก เลอค่ามาก ควรค่าแก่การมาฮันนีมูน มาสวีทกับกิ๊ก กับผัว กับแฟนมากที่สุด
จุดเด่นของที่นี่ คือ ทะเลสาบสีเขียวมรกตที่สวยใสมากๆ มองมุมไหนก็สวยไปหมด สมควรแล้วที่อุทยานแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกครับ นอกจากนี้ Plitvice ยังเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดของโครเอเชียอีกด้วย มีทะเลสาบกว่า 16 แห่งเชื่อมต่อกันบนพื้นที่สูงต่างระดับกัน ทำให้เกิดเป็นน้ำตกงามๆ แบบที่เห็นในภาพครับ

ราคาค่าเข้าอุทยานจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เข้านะครับ ช่วง off-peak (พ.ย. – มี.ค.) ราคาค่าเข้าแค่ 55 KN (275 บาท) แต่ถ้ามาช่วง peak (เม.ย. – ต.ค.) ราคาค่าเข้าจะกระโดดไปที่ 150 KN เลยทีเดียว (750 บาท)
เส้นทางเดินมีหลายรูทให้เลือก ตั้งแต่แบบ A ง่ายสุด 3.5 km (ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง) ไปจนถึงแบบ K ระยะทาง 18.3 km (ใช้เวลา 6-9 ชั่วโมง)  ส่วนผมขอเลือกเดินแบบง่ายสุดครับ 3.5 km พอ แฮ่ๆๆ 

Hvar

“สวยมากกกกกกกกกก” (เติม ก ไก่ไปอีกล้านตัว) เป็นคำพูดเดียวที่ผมนึกออก เมื่อปีนมาถึงยอดป้อมปราการ (Fortica) ของเกาะ Hvar

ภาพแผ่นน้ำเวิ้งว้างสีฟ้าคราม ตัดกับหลังคาสีส้มเรียงรายเป็นแนวยาวตามเชิงเขา ช่างเป็นภาพที่สวยงามเหนือคำบรรยายจริงๆ พูดได้เลยว่าต่อให้ถ่ายรูปสวยยังไง ก็ไม่สวยเท่า “สองตา” ที่มองเห็นแน่ๆ เอาเป็นว่า ไม่รู้จะบรรยายความประทับใจครั้งนี้ยังไง …ต้องลองมาเที่ยวที่นี่ดูครับ แล้วจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย

ทั้งนี้ การเดินทางไปเกาะ Hvar นั้นไม่ยากเลย เราสามารถนั่งเรือ ferry จาก Split ไป Hvar ได้ในราคาแค่คนละ 78 KN หรือประมาณ 400 บาทเองครับ (จองตั๋วได้ที่ https://www.jadrolinija.hr/en/ferry-croatia)

Split

Split เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของโครเอเชีย และเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่ง ถ้าใครข้ามมาจากประเทศอิตาลี ก็จะมาลงที่ท่าเรือเมือง Split นี่แหละครับ 
ความโดดเด่นของ Split คือมีธรรมชาติที่งามงดมากๆ อย่างที่เราเห็นในรูปนี้แหละครับ ภาพน้ำทะเลสีน้ำเงินครามตัดกับบ้านเรือนที่มีทิวเขายาวเป็นเบื้องหลัง  …เป็นภาพที่สวยมากๆ แบบไม่อยากละสายตาเลย ให้ตายสิ
นอกจากนี้ Split ยังเป็นที่ตั้งของพระราชวัง Diocletian ที่เก่าแก่มาก สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 4 โดยบริเวณในภาพคือ Peristyle เป็นมุขตรงกลางของพระราชวัง Diocletian สันนิษฐานว่าเดิมเป็นที่ที่พสกนิกรหรืออาคันตุกะจะได้มาเข้าเฝ้าจักรพรรดิ์
จาก Peristyle ถ้าเดินมาทางทิศใต้สุดจะเจอกับ Vestibule ครับ เป็นห้องที่สร้างคล้ายๆ โดม แต่ว่าด้านบนเปิดโล่ง ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นโถงเพื่อเป็นทางเข้าที่พักของกษัตริย์ ถือเป็นเมืองที่หลอมหลวมความงามทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ไว้ได้อย่างลงตัวมากๆ ครับ

Dubrovnik

อย่างที่หลายๆ คนทราบกันดีว่า Dubrovnik เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones ถ้าใครสนใจตามรอยซีรีส์ สามารถใช้แผนที่นี้เพื่อตามรอยได้ครับ 
Ploce Gate ในภาพนี้ คิดว่าสาวก Game of Thrones น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำฉาก Walk of Shame หรือฉากเดินประจานกลางเมือง เพื่อลงโทษหญิงงามเมืองที่ทำผิดคบชู้สู่ชาย หรือค้าประเวณีครับ จริงๆ ฉากนี้ถ่ายทำหลายสถานที่มาก ลากยาวตั้งแต่บันไดขึ้นโบสถ์ St. Ignatius (หรือเรียกว่า Jesuit Staircase) ถนน St. Dominik และมาจบลงที่ Ploce Gate ในภาพนี้นี่แหละครับ

ส่วนใครไม่อินกับซีรีส์ แต่อยากดูวิวฟินๆ ให้เชิญมาขึ้นเคเบิ้ลคาร์ ดูวิวของเมืองเก่า Dubrovnik จาก Mount Srd. ครับ แต่ค่าเคเบิ้ลคาร์แพงมากกกก ถึงมากที่สุด (ไปกลับ ประมาณ 150 KN หรือ 750 บาท)
แนะนำว่าถ้าใครมีแรงเดินก็เดินขึ้นยอดเขา Srd. ได้ หรือถ้าใครเช่ารถ และคิดว่าขับรถขึ้นทางคดเคี้ยวได้ ก็ขับรถขึ้นไปดีกว่าครับ ประหยัดกว่ากันเย้อะะะ

นอกจากการตามรอย Game of Thrones แล้ว กิจกรรมหนึ่งที่ทุกคนไม่ควรพลาดเมื่อมา Dubrovnik ก็คือ การปีนป่ายกำแพงเมือง” ครับ (ราคาค่าเข้า 150 kn หรือประมาณ 750 บาท) เพราะมันทำให้เราได้เห็นภาพบ้านเรือนและสถานที่สำคัญต่างๆ จากมุมสูง …โดยกำแพงเมืองจะทอดยาวล้อมรอบเมือง เป็นระยะทางกว่า 2 กม. เรียกได้ว่าแค่เดินบนกำแพงนี้ ก็จะได้เห็นเกือบทุกมุมมอง ทุกซอกหลืบของเมืองเลยครับว่าแล้วก็อยากหยุดเวลาไว้ที่ Dubrovnik นานๆ จัง


Bosnia & Herzegovina – บอสเนีย และ เฮอร์เซโกวีนา


Mostar

ในชีวิตไม่เคยนึกฝันว่าจะได้มาเที่ยวประเทศแปลกๆ ชื่อยาวๆ อย่าง Bosnia & Herzegovina เลย

ความทรงจำอย่างเดียวเกี่ยวกับประเทศนี้คือข่าว “สงคราม สงคราม และสงคราม” ในสมัยเด็กๆ แต่จู่ๆ วันนึง ผมก็ได้เห็นรูปสะพาน Stari Most ใน Bosnia ที่สวยมากกกก สวยเหมือนอยู่ในเทพนิยาย จนรู้สึกว่าต้องมาเห็นของจริงให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

สะพานแห่งนี้เป็นสะพานสไตล์ออตโตมัน สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แต่ถูกทำลายลงในช่วงสงครามยูโกสลาเวีย …แต่โชคดีที่ UNESCO , World Bank และอีกหลายประเทศ เช่น อิตาลี เห็นคุณค่า เลยให้เงินสนับสนุนเพื่อบูรณะสะพานแห่งนี้ใหม่ จนสามารถเปิดให้ใช้งานได้อีกครั้งในปี 2004

…พอผมได้มาเห็นสะพานนี้จริงๆ พูดได้เลยว่าสวยดุจเทพนิยาย และคุ้มค่าแก่การดั้นด้นมาจริงๆ ครับ

บริเวณบ้านเมืองรอบๆ ก็น่ารักนะครับ เราจะเห็นว่าที่นี่มีมัสยิดอยู่เยอะมาก อย่างในรูปนี้ก็คือมัสยิด Koski Mehmed Pasha
บริเวณนี้เป็นบริเวณสะพาน crooked bridge ที่สร้างตามแบบ stari most ครับ เราจะเห็นว่าแม่น้ำที่นี่ไหลแรงมากกกกกก ถ้าพลัดตกไปนี่ตายเลย (ส่วนสะพาน crooked bridge ที่เป็นรูปวิวสวยๆ ไม่มีเลยครับ ทำไมไม่ถ่ายไว้ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจตัวเอง – -“)

Sarajevo

ก่อนอื่นต้องสารภาพก่อนว่า แว้บแรกที่เห็นเมือง Sarajevo ผมรู้สึกว่าเมืองนี้สกปรกนิดๆ น่ากลัวหน่อยๆ สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่ได้สวยงามเหมือนเมืองอื่นๆ

แถมภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ก็แลดูหดหู่เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปิดล้อมเมืองเกือบ 4 ปี ในช่วงสงครามยูโกสลาเวีย หรือเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์มกุฎราชกุมาร Franz Ferdinand ที่เป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะไปๆ มาๆ Sarajevo กลับกลายเป็นเมืองที่ผมชอบเป็นลำดับต้นๆ ของทริปนี้เลยครับ

ผมชอบเพราะรู้สึกว่าคนเมืองนี้ น่ารัก เป็นมิตร มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหารการกินก็อร่อย ราคาไม่แพง แถมเมืองก็มีชีวิตชีวาจริงๆ ไม่ใช่เมืองที่เอาไว้ขายนักท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว

ผมชอบเมืองนี้ด้วยเหตุผลอีกล้านแปดพันเก้าที่บางครั้งก็อธิบายด้วยคำพูดไม่ได้ แต่เชื่อผมเถอะว่า Sarajevo เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มากจริงๆ

เมืองนี้ มีที่ให้เดินเล่นหลากหลายมุมครับ ใครอยากเดินเล่นโซนโบราณๆ หน่อยก็ต้องมาที่ Baščaršija (เป็นภาษาตุรกี แปลว่า main market) เป็นย่านตลาดเก่าของกรุง Sarajevo ครับ ถูกสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์เพลิงไหม้ในช่วงศตวรรษที่ 19 เลยทำให้ตลาดที่เราเห็นทุกวันนี้ มีขนาดเพียงแค่ครึ่งเดียวของตลาดเดิม ตลาดนี้คึกคักตลอดทั้งวันครับ คนเดินกันขวักไขว่ ถ่ายรูปแถบไม่ได้เล้ยยย

แต่ถ้าใครอยากมาถ่ายรูปแบบไม่ติดคนละก็ต้องมาถ่ายรูปตอนตี 5 แบบผมครับ มีแค่ภาพวิวเวิ้งว้างกับนกเท่านั้น
ผมว่า Sarajevo มีส่วนผสมหลายๆ อย่างที่ทำให้เมืองดูมีชีวิตและน่าเที่ยว บางมุม Sarajevo ก็ดูคล้ายๆ นิวยอร์ก บางมุมก็คล้ายๆ เมืองแขก แนวตุรกี/อิหร่าน ถือเป็นเมืองเซอร์ไพรส์ประจำทริปนี้ที่ทำให้เราหลงรักแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลยครับ

สำหรับใครที่อยากตามรอยผมไปเที่ยวโครเอเชียและบอสเนีย เพื่อนๆ ก็สามารถไปได้ไม่ยาก แค่ติดตามโปรตั๋วเครื่องบินจากเพจเพื่อนบอกโปรก็ไปได้แล้วครับ เพราะทริปนี้ผมสอยตั๋วโปร Qatar มาได้ในราคาแค่ 11,700 บาทเท่านั้น อิอิ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

1. วีซ่า: การจะไปเที่ยวประเทศแถบบอลข่านที่เป็นยูโกสลาเวียเดิม (โครเอเชีย, บอสเนีย, มอนเตเนโกร, เซอร์เบีย ฯลฯ) คุณจะต้องขอวีซ่าของแต่ละประเทศ ซึ่งวิธีการขอยุ่งยากมาก เช่น โครเอเชีย ต้องทำผ่าน vsf ในไทย, บอสเนีย ต้องส่งเอกสารไปทำเองที่มาเลเซีย, เซอร์เบีย/มอนเตเนโกร ต้องส่งไปทำที่สถานทูตเซอร์เบียที่อินโด เป็นต้น อย่างไรก็ดี กลุ่มประเทศเหล่านี้ ยอมให้คนที่มี Multiple-entry Schengen Visa เข้าได้ ดังนั้น ถ้าใครไม่อยากยุ่งยากเรื่องวีซ่า ก็ควรเริ่มเที่ยวจากประเทศเชงเก้นที่อยู่ติดกัน เช่น ออสเตรีย หรืออิตาลี เพื่อให้ได้วีซ่าเชงเก้นมาก่อน
2. ช่วงเวลาที่ควรไป: เดือน ก.ค./ส.ค. เป็นช่วงที่พีคที่สุดของประเทศแถบนี้ครับ เพราะแดดจ้า อากาศดี ฝรั่งเลยชอบมาอาบแดด เดินเล่นตามชายหาด แต่จริงๆ แล้ว ผมว่าประเทศแถบนี้ สามารถเที่ยวเดือนไหนก็ได้ครับ เพราะอากาศดีเกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นช่วงหน้าหนาวที่ร้านค้าจะปิดเยอะหน่อย และอาจเจอฝนได้บ่อยกว่าช่วงอื่นของปี
3. การเดินทาง: ที่โครเอเชีย มีรถไฟแค่โซนบนๆ ของประเทศ กลุ่มผมเลยเลือกที่จะนั่งรถบัสตลอดทั้งทริป ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงเลยครับ ตกประมาณ 3 พันบาทต่อคน กับการเที่ยว 2 ประเทศ (โครเอเชีย, บอสเนีย) แต่ถ้าใครถนัดขับรถ ก็สามารถเช่ารถได้ครับ แต่ถนนช่วงที่ติดทะเล (เช่น Split-Dubrovnik) ทางคดเคี้ยวมากถึงมากที่สุด แถมที่จอดรถโซนเมืองเก่ายังหายากอีก ใครจะเช่ารถ ก็ต้องพิจารณาประเด็นพวกนี้ด้วยนะครับ