หลบฝนมาฟินกับบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลสดๆ ที่ห้องอาหาร Cuisine Unplugged, PULLMAN BANGKOK KING POWER

เพื่อนกินขอพาทุกท่านไปฟินกับบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล ซีฟู๊ดสดๆ แบบพรีเมี่ยมที่ห้องอาหาร Cuisine Unplugged ณ​โรงแรม พลูแมน บางกอก คิงพาวเวอร์ (รางน้ำ)

*มีลิ๊งค์จอง online เพื่อส่วนลด 30% ใต้บทความนะครับ

พนักงานกำลังยื่นน้อง Brown crab ที่พึ่งออกจากครัวมาลงจานเรา

 

วันทำงานในช่วงหน้าฝน ตกเย็นทีไรก็จะรถติดตลอดเวลาโดยเฉพาะวันที่ฝนตก ในบางวันหากเราไม่เร่งรีบและอยากหาเปลี่ยนบรรยากาศฆ่าเวลารอช่วงรถติดระบายออก ในละแวกที่ผมขับรถผ่านนั้นก็มี King Power ตั้งอยู่ที่ซอยรางน้ำ และติดกันนั้นก็มีโรงแรม Pullman ซึ่งมีห้องอาหารบุฟเฟต์ อินเตอร์แนชันนัล เมื่อลองคิดๆดูก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย หากขับรถในตัวเมืองจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตรงมาทางเซนจูรีวัน เข้าซอยมาเพียงนิดหน่อยก็จะเห็น King Power อยู่ด้านขวาเลยครับ

 

บรรยากาศฝนตกปรอยๆที่ตามมาหลังจากความคลาสสิกของกรุงเทพฯที่จะต้องตกตอนเวลาเลิกงาน แค่ความประทับใจแรกของการมาถึงโรงแรมก็พนักงานที่ยื่นบัตรจอดรถมาให้ทักทายอย่างน่ารักและเป็นมิตรแบบที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ก็ทำให้ mood ของการมาทานเข้ามา ดีขึ้นจากตอนที่เรารอรถติดเลยทีเดียว

 

หลังจากคราวก่อนหน้าที่เคยมาเราก็สังเกตได้ว่าร้านเค้าได้จัดพื้นที่ร้านใหม่เล็กน้อย สิ่งแรกที่เราจะเห็นเมื่อเดินเข้ามายังร้าน Cuisine Unplugged @PULLMAN BANGKOK KING POWER

ก็คือบาร์อาหารย่าง (Live grill BBQ station) ที่มีเชฟคอยย่างกุ้ง ย่างเนื้อให้เราสดๆ เมื่อเปิดประตูไปยังส่วนที่เชฟยืนอยู่ ก็ได้กลิ่นถึงกับทำให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า เราทนหิวมาตั้งแต่รถติดแล้ว

พนักงานกำลังย่างกุ้งแม่น้ำ ที่ Live grill BBQ station ซึ่งต้องเดินออกไปตรง court yard ของโรงแรม


Highlight

ไฮไลท์ของบุฟเฟ่ต์คราวนี้เป็นอาหารทะเลที่หลากหลาย (Seafood buffet) มีทั้งอาหารทะเลสไตล์บาร์บีคิว และแบบแช่น้ำแข็ง (Cold Seafood buffet) ทั้งกั้ง กุ้ง ปูหลากหลายประเภท หอยหวาน กับหอยแมลงภู่ และที่ประทับใจผมที่สุดก็คือ หอยนางรมที่มาจากสามมุมโลก เสิร์ฟกับซอสคอกเทล และน้ำจิ้มซีฟู้ด

เมนูของ cold seafood เยอะมากได้แก่..

  • หอยนางรมฟิน เดอ แคลร์ จากฝรั่งเศส
  • หอยนางรมแปซิฟิก
  • กั้งทะเล
  • ปูอลาสก้า
  • ปูม้า
  • ปูสีน้ำตาล
  • กุ้งก้ามแดง
  • หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์
  • หอยหวาน
  • กุ้งแดง

 

“น้ำจิ้มนี่เป็นเรื่องแปลกนะ ถ้าเราเคยเจอน้ำจิ้มหรือซอสอะไรอร่อยๆเข้าไป เราจะกลับไปกินน้ำจิ้มแบบที่เคยกินมาก่อนหน้าไม่ได้อีกเลย”

 

น้ำจิ้มมีตั้งแต่แบบไทยๆ ตั้งแต่น้ำพริกเผา หอมทอด หรือเป็นน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสแซ่บ หรือจะอินเตอร์หน่อยเช่น ซีฟู๊ดค๊อกเทล วิเนแกรต เป็นต้น

 

น้ำจิ้มซีฟู้ดที่นี่ก็เช่นกัน รสชาตินั้นถือว่าได้ที่มาก ไปกินน้ำจิ้มอื่นนี่ เรายอมใจเลย ส่วนหอยนางรมที่มาทั้งจากนอร์มันดี น้องหอยจากทะเลแปซิฟิก และ พันธ์ุจากไทยบ้านเราเอง (ซึ่งน้องหอยใหญ่มีขนาดตัวใหญ่สุดในสามประเภทนี้เลย) เสิร์ฟพร้อมกับน้ำพริกเผาและหอมเจียวด้วย ส่วนกั้งเนื้อกระด้างไปนิด (เฉพาะชุดที่ผมได้ทาน) แต่โดยรวมแล้ว ใครที่ชอบก็คงนอนหลับฝันดีเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้ว ความพิเศษก็อยู่ที่ความใส่ใจของลูกค้า เพราะทางร้านมีการนำถ้วยน้ำมะนาวมาวางให้บนโต้ะเพื่อให้เราล้างมือหลังจากแกะอาหารทะเลเสร็จแล้วด้วย

 

นอกจากนี้ Live grill station ก็จะมีกุ้งเผา ปลากะพงขาวเผาร้อนๆ มาบริการ บอกเลยว่าผอมมากเลยครับ


Appetizers

บาร์นี้จะมีความหลากหลายมากทีเดียวเลย เริ่มจากตามที่ผมได้ทานเลยก็เริ่มจาก ชีส และโคลด์คัท ชีสหลากหลายดี แต่เป็นชีสที่เราทานกันบ่อยๆอยู่แล้ว ส่วนตัวอยากให้มีชีสที่แปลกใหม่ให้ลองบ้าง โคลด์คัท โชริโซ่นี่ประทับใจเลย ทานแกล้มกับทั้งผลไม้แห้ง มะกอกดองหลากหลายประเภท วางบนแครกเกอร์หรือทานเปล่าๆแล้วตัดรสด้วยเบรดสติ๊กกับมัสตาร์ด กับคอร์นิชอน ก็ถือว่าได้อารมณ์เช่นกัน

ขนมปังหลากหลายให้เลือก

ชีสหลากหลาย คุณภาพดีครับ โดยเฉพาะบรีชีสนี่เนื้อชีสเยิ้ม ครีมมี่มาก

 

ถัดจากบาร์โคลด์คัท ก็เป็นสลัดบาร์ และที่น่าประทับใจอีกอย่างก็คือ บาร์ส้มตำ ซึ่งปรุงได้ดี และที่สุดยอดคือ !!! ข้าวเหนียว !!! นึ่งมาเป๊ะมาก นี่ถ้าไม่ติดว่าผมทานอย่างอื่นไปเยอะแล้วนี่สงสัยคงเดินวนกลับมาที่สเตชั่นนี้บ่อยๆแน่นอน

พนักงานกำลังปรุงส้มตำตามรสที่เราชอบ เสียดายไม่มีปลาร้า (ฮา)

 

ส่วนสเตชั่นญี่ปุ่นก็มีทั้ง ปลาดิบหลายอย่างที่เป็นเบสิกทั่วๆไปอย่างเช่น แซลมอน ปลาโอ ปูอัด และซาบะดอง นอกจากนั้นแล้ว เรายังสามารถสั่ง เทมากิ ให้เชฟทำให้ทานได้ ณ ตอนนั้นเลยก็ได้ด้วย ส่วนเรื่องความสดนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะ ขณะที่ผมกำลังเลือกดูอยู่ เชฟก็กำลังดึงก้างปลาออกอยู่ตรงนั้นเลยทีเดียว

ปลาดิบก็ถูกแล่สดๆ


Main Course

ในส่วนของอาหารหลักนั้นก็มีความหลากหลายเช่นกัน เริ่มจาก อิตาเลียนบาร์ที่มากับ ชีสวีลล์ยักษ์ที่ใส่กรานาพาดาโน ผสมกับพาร์มีซานชีส ให้สามารถใส่ในเพนเน่เบคอนครีมซอสได้ตามต้องการ หรือใครที่กำลังเพิ่มน้ำหนักอยู่ ก็สามารถเติมเบคอนได้ตามที่ต้องการเช่นกัน ใครที่ชอบทานเผ็ดหน่อยก็สามารถทานเฟตตูชินี่ โอลิโอ อากลิโอ กับเนื้อย่างก็ได้ ถัดมาข้างๆก็เป็น อาหารอบต่างๆทั้ง เนื้อซี่โครงหมู ไก่ และ เนื้อวัว เสิร์ฟกับผักย่างต่างๆ ใครชอบทานกับซอสไหนก็เลือกได้เลย ทั้งเกรวี่ มัสตาร์ด หรือ ซอสแจ่วที่ออกหวานเกินความชอบเรานิดหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ เนื่องจากเพื่อรองรับลูกค้าจากต่างประเทศด้วย (ถ้าเปรี้ยวกว่านี้หน่อยจะดีมาก)

ชีส wheel ขนาดใหญ่มี Parmigiano-Reggiano cheese ให้ตักได้แบบไม่อั้นเลยครับ

 

ขยับมาอีกหน่อยก็จะเป็นเนื้อวากิว กับซอสเกรวี่ เนื้อนุ่มเนียนละมุนทานคู่กับซอสแล้วถือว่าเด็ดเลยทีเดียว จากที่สังเกตดูนั้นซอสของห้องนี้ก็จะติดหวานเสียเป็นส่วนใหญ่ หากใครไม่ชอบเนื้อสัตว์อบ ก็มาลองเนื้อสัตว์ในเครื่องต่างๆได้ ทั้ง ไก่หรือหมูผัดซอสเต้าซี่, สันในหมูอบซอสมัสตาร์ด และที่เด็ดที่สุดก็คือ สตูว์เนื้อครีมขาว หรือหากใครชอบความคลาสสิก ก็ยังมีอาหารไทยให้เลือกทานได้ แกงเขียวหวานเนื้อ ทานกับข้าวราดน้ำปลาพริกเล็กน้อย ก็ยังได้อารมณ์ดีๆไปอีกแบบ

 

จากเมนูหนักๆมา ก็สามารถขยับมาทาน ซุปที่มีให้เลือกสองอย่างคือ ซุปเห็ด ที่มีกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิลบางๆเติมความสดชื่น หรือจะทานต้มข่าไก่ ที่ถึงรสและกลิ่นเลยทีเดียว และสำหรับคนที่ทานเนื้อ อาจจะอยากลองบาร์ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ที่น้ำซุปปรุงรสมาได้กำลังดี แถมยังมีที่ว่างการปรุงรสให้เราปรุงเพิ่มเติมหากได้อีกด้วย

 

สิ่งที่ประทับใจผมอย่างไม่น่าเชื่อก็คือ หมูหัน ที่ทานกับหมั่นโถวราดซอสซีอิ๊วหวาน ทานแกล้มผักกาดขาวดอง หนักกรุบกรอบอย่างที่สุด จนถึงกับเดินกลับไปหยิบอีกรอบ แต่ก็ถูกตัดกำลังด้วยพิซซ่าชีสที่กำลังอบเสร็จใหม่ๆ หอมหวนจนต้องหักห้ามใจแล้วหยิบมาเฉพาะพิซซ่าเท่านั้น เพราะเรายังไม่จบกับส่วนต่อไป ซึ่งก็คือ

เห็นหนังหมูหันตัวนี้แล้วไม่ต้องบอกเลยครับว่ามันจะกรุบกรอบขนาดไหน

ของหวาน

ถึงแม้ของหวานจะมีสเตชั่นเดียว แต่ก็มีความหลากหลายไม่แพ้สเตชั่นอื่นเลย ไอศครีมที่มีท็อปปิ้งหลากหลาย ซึ่งมีแม้กระทั่ง คุกกี้ให้เราทาน ถือว่าเจ๋งเลย ถึงแม้ว่าจะไม่มีไอศครีมวนิลลา แต่ไอศครีมอีกสามรสชาติ – ช็อคโกแลต ราสเบอร์รี่เชอร์เบต และ ชาเขียวก็สร้างความหลากหลายได้ดีเลยทีเดียว

 

ส่วนด้านของเค้กนั้น ก็มีทั้งมูสช๊อคโกแลต คัสตาร์ด เค้กชาเขียว ผลไม้สด และที่ขาดไปไม่ได้ก็คือน้ำพุช็อคโกแลตที่มีเครื่องเคียงให้ชุบช๊อคโกแลตหลากหลายมากจนถึงกับต้องกลิ้งกลับได้เลย

น้ำพุช็อคโกแลตฟองดู เป็นที่โปรดปรานของเด็กๆ แน่นอนครับ (รวมถึงผู้ใหญ่แบบผม)

 

 


สรุป

หากใครที่ชอบความหลากหลายในการทานอาหารต่อหนึ่งมื้อ และชอบซีฟู๊ดบุฟเฟ่ต์ (Seafood buffet) ร้านนี้มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร รสชาติอาหารออกหวานไปเล็กน้อยสำหรับผม แต่ถือว่าอร่อยเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับบุฟเฟต์โรงแรมต่างๆ เชฟที่คอยดูแลแต่ละสเตชั่นก็มีอัธยาศัยดีน่ารักมากๆ

ห้องอาหาร Cuisine Unplugged เปิดทุกวัน เป็นช่วงเวลา ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น สำหรับบุฟเฟต์มื้อเย็นที่เราพาไปทานนี้มีชื่อว่า “Grand ocean seafood” เปิดตั้งแต่เวลา 18 นาฬิกา ถึง  22.30 นาฬิกา ในราคา 1499 บาท (สำหรับสมาชิก King Power และ Accor Plus ลดเพิ่มอีก 30%) ในบุฟเฟต์มีบริการชาและกาแฟ ไม่รวมน้ำดื่มอื่นๆ

สิทธิพิเศษ:

  • ลด 30% สำหรับผู้ที่จองออนไลน์และสมาชิกบัตรคิง เพาเวอร์ หรือจ่ายเพียง 1,049 บาทสุทธิ/ท่าน
  • สมาชิกแอคคอร์ พลัส รับส่วนลดตามสิทธิประโยชน์จากราคาปกติ
  • เด็กอายุ 0-5 ปี ทานฟรี
  • เด็กอายุ 6-11 ปี รับส่วนลดพิเศษ 50%

พิเศษ รับส่วนลด 30% จากราคาปกติ โดยผ่านการจองออนไลน์

https://goo.gl/BkDDE7


 

 

ขอตัวไปฟินกับความหลากหลายของมื้อนี้ต่อก่อนนะครับ